1st class white logo

กฎหมาย “แอลกอฮอล์” กับ “กัญชา” สองความเหมือนที่แตกต่าง ?

Table of Contents

สังคมไทยยังคงถกเถียงเรื่องความเหมาะสมในการซื้อขายและบริโภคเครื่องดื่ม “แอลกอฮอล์” รวมถึง “กัญชา” โดยเฉพาะปัจจุบันที่เครื่องดื่ม “แอลกอฮอล์” ถูกรัฐควบคุมอย่างเข้มงวด ออกกฎหมายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ “กัญชา” นั้นได้รับการปลดล็อคจากบัญชียาเสพติด โดยยังไม่มีกฎหมายควบคุมดูแลอย่างชัดเจนเหมาะสม ทำให้ผู้คนในสังคมไม่ทันได้ตั้งตัว และเกิดการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายไทยควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่อดีตทั้งด้านการผลิต การจำหน่าย และการบริโภค และเริ่มเข้มงวดขึ้นในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการออกประกาศคณะปฏิวัติปี ฉบับที่ 253 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ห้ามมิให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. และ 24.00 – 11.00 น. และในปัจจุบันได้มีการออกพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 ตามด้วยการออกกฎหมายลูกอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ มาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การกำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการควบคุมฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ส่วน “กัญชา” นั้น กระทรวงสาธารณสุขประกาศปลดกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา เพื่อให้นำกัญชาไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ทางด้านการแพทย์ และจุดประสงค์ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ ทว่าประเทศไทยต้องอยู่ในภาวะสูญญากาศทางกฎหมายในการควบคุมกัญชา แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะออกประกาศเพื่อให้มีแนวทางกำกับควบคุมการใช้ตามมาในขณะที่รอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. … ผ่านการพิจารณาจากสภา แต่แนวทางเหล่านั้นก็ยังไม่ครอบคลุมกับสถานการณ์ ไม่มีบทลงโทษ และไม่สามารถตอบคำถามความสงสัยของของประชาชนได้

ผศ.สุรินรัตน์ แก้วทอง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนากฎหมายควบคุมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” และ “มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ” ให้แนวคิดต่อคำถามที่ว่า เราควรคิดและเรียกร้องให้รัฐจัดการกับกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์และกัญชาอย่างไร ? โดยกล่าวว่า สังคมไทยควรมองทั้งประโยชน์และโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกัญชา แทนที่จะมองเพียงโทษอย่างเดียวจนทำให้ทั้งสองสิ่งนี้เป็นตัวร้ายในการสื่อสารและสร้างการรับรู้ของสังคม

“เราต้องยอมรับก่อนว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จากทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกัญชาได้จริง แต่มีความพิเศษบางอย่างที่ต้องควบคุม และพิจารณาต่อไปว่าเราต้องควบคุมอะไรบางอย่างเพื่อลดผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อคนในสังคม แม้สินค้าทั้งสองนี้จะมีผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะของผู้เสพ ซึ่งจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิของผู้บริโภคกับการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งจุดสมดุลคือจุดที่ยากที่สุดว่าเราจะให้เสรีภาพในการเสพของผู้บริโภคมากแค่ไหน รัฐจะต้องควบคุมมากแค่ไหน ควบคุมอะไรบ้าง คือสิ่งที่ต้องร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียด แต่ไม่ใช่การตัดสินว่าเป็นโทษแต่เพียงอย่างเดียว” 

เมื่อถามถึงสถานการณ์ล่าสุดของกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกฎหมายกัญชาในปัจจุบัน ผศ.สุรินรัตน์ ให้ความเห็นว่า รัฐยังมองสินค้าทั้งสองชนิดนี้ในระนาบเดียวกันโดยไม่ได้ใส่ใจรายละเอียด เช่น กฎหมายแอลกอฮอล์ รัฐกำหนดเรื่องเวลาห้ามขายแบบเหมารวมทั่วประเทศ โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสถานที่ ส่วนกฎหมายกัญชา รัฐก็ไม่ได้พิจารณาประเภทของอาหารที่ควรหรือไม่ควรใสกัญชา

“ภายใต้ความเหมือนนั้น สิ่งที่แตกต่างของกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกฎหมายกัญชา คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นมีการควบคุมมายาวนานแบบอนุรักษ์นิยม ส่วนกัญชามีการปลดล็อคจากสถานะจากยาเสพติดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ จริงๆ ควรพิจารณาปรับปรุงกฎหมายทั้งคู่ เราควรมีการควบคุมกัญชามากกว่านี้ และต้องปล่อยแอลกอฮอล์มากกว่านี้”

หนึ่งในข้อเสนอของผศ.สุรินรัตน์ต่อกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่พ้องกับข้อเสนอของหลายฝ่ายในสังคมก็คือ การทำโซนนิ่ง “เนื่องจากบริบทของสังคมที่แตกต่างกัน บางพื้นที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเชิงศาสนา บางพื้นที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ เราก็อาจจะต้องจัดให้บางพื้นที่มีความเข้มงวดมากหน่อย บางพื้นที่มีเสรีมากหน่อย แต่มันจะมีค่ากลางแล้วก็บวกลบไปด้วยเหตุผลต่างๆ นอกจากการโซนนิ่งพื้นที่ ก็อาจจะมีการอนุโลมในเชิงเวลา เช่น การกินดื่มของชาวบ้านในงานบวชงานแต่ง ก็ต้องเอาเรื่องประเพณีวัฒนธรรมมาพิจาณาผ่อนปรนให้เขามากกว่าปกติ อันนี้คือโซนนิ่งที่จัดกลุ่มสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ทางวัฒนธรรม แล้วก็ผูกกับตัววัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนพื้นที่อีกแบบที่อาจจะต้องมีการควบคุมดูแลก็คือพื้นที่ที่มีกิจกรรมของคนจำนวนมาก”

ข้อเสนอนี้ตรงกับหนึ่งในผลลัพธ์และคำแนะนำจากงานวิจัย เรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะที่ ผศ.สุรินรัตน์ เป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัย พบว่า เมื่อเปรียบเทียบมาตรการการกำหนดโซนนิ่ง หรือบริเวณในพื้นที่สาธารณะที่อยู่ในการควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับประเทศอื่นๆ ประเทศสิงคโปร์ มีการกำหนดคำนิยามของพื้นที่สาธารณะ โดยใช้เกณฑ์การเข้าถึงของประชาชน และระบุว่าพื้นที่ใดบ้างจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและพื้นที่ใดบ้างสามารถดำเนินการได้ สอดคล้องของจุดประสงค์ของบริบทในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ผศ.สุรินรัตน์ ยังให้แนวคิดด้วยว่า หากเป็นพื้นที่ที่มีตัวแปรมากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น เป็นทั้งพื้นที่ท่องเที่ยวและมีวัดหรือโรงเรียนตั้งอยู่ ก็ควรพิจารณาบริบทของผู้คนเป็นหลัก โดยประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับเสรีนโยบายหรือกฎระเบียบใดๆในพื้นที่ ทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์ อันรวมถึงเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชน หรือเชิงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ความเชื่องมงาย

ผศ.สุรินรัตน์ ยังให้ความเห็นด้วยว่าวิธีคิดภายใต้ประกาศกำหนดเวลาห้ามซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. นั้นเก่าเกินไปแล้วและรัฐควรปลดล็อกเรื่องนี้

“อย่างน้อยที่สุดก็ในสถานที่ท่องเที่ยวควรผ่อนปรนต่อกฎหมายนี้ อาจเปลี่ยนรูปแบบกฎหมายโดยกำหนดให้ผู้ขายและผู้ประกอบการมีหน้าที่ตรวจสอบอายุของผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกครั้งอย่างเคร่งครัด ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างรัฐและผู้ขายหรือผู้ประกอบการในการควบคุมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยไม่ใช่สัดส่วนหารเท่า แต่ให้ผู้ประกอบการและผู้บังคับใช้กฎหมายร่วมกันทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบด้วย” ผศ.สุรินรัตน์ กล่าวย้ำ

source : www.banmuang.co.th/column/politic/7205

สธ-ชูความสำเร็จงานวิจัยกัญช
สธ.ชูความสำเร็จงานวิจัยกัญชา 60 เรื่องผลักดันไทยเป็นเมดิคัลฮับ

นพ.กิตติ โล่สุวรรณรักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันกัญชาทางการแพทย์  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการรวบรวมผลงานวิจัยกัญชาทางการแพทย์ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานภายในกระทรวงสาธารณสุข  ทั้ง กรมวิชาการ โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณาสุข องค์การเภสัชกรรม และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ตั้งแต่มีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์  ในปี 2562 พบว่ามีงานวิจัยทั้งสิ้น 60 ฉบับ  โดยเป็นการศึกษาด้านการนำไปใช้ประโยชน์สูงสุด 31 ฉบับ (55.00%) รองลงมาเป็นการศึกษาผลกระทบเชิงนโยบายและการออกแบบระบบ 14 ฉบับ (23.34%)

Read More »
สารพัดเมนูกัญชา-กินแล้วไม่ได้แปลว่าจะ
สารพัดเมนูกัญชา กินแล้วไม่ได้แปลว่าจะ high เสมอไป

การกินให้เมาหรือ get high : เชื่อว่าก่อนหน้านี้ทุกคนต้องเคยได้ยินสมญานามร้านก๋วยเตี๋ยวกัญชา ร้านไก่ทอดกัญชา ที่มีอยู่ทั่วสารทิศในเมืองไทย สิ่งที่ก๋วยเตี๋ยวกัญชาทุกร้านมีเหมือนกันคือ ความอร่อยที่ทำให้อยากกลับไปกินซ้ำๆ แต่เอาเข้าจริง ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าคุณพี่เจ้าของร้านใส่กัญชาไปจริงๆ หรือเปล่า (ถ้าอยากรู้ไม่ไหว อันนี้ต้องแอบกระซิบถามหลังไมค์เองนะ) หลังจากสเต็ปแรกของการปลดล็อกเกิดขึ้น เจ้าพืชตัวนี้จึงขยับเข้าใกล้เราได้อย่างถูกกฎหมายมากขึ้น ที่เดินไปจับต้องได้เลยก็คือสารพัดเมนูอาหารและเครื่องดื่มกัญชา ในคาเฟ่หรือร้านอาหารที่มองเห็นว่ากัญชาน่าจะเป็นจุดเพิ่มยอดขาย และไม่ใช่ทุกร้านจะคิดแบบเดียวกันเสมอไป เพราะหลายๆ ร้านก็ตั้งใจเป็นด่านแรกในการ educate ผู้บริโภคว่าจริงๆ แล้วกัญชาไม่ได้มีฤทธิ์อันตราย (high) หรือทำให้เราล่องลอยในอวกาศได้อย่างเดียวเท่านั้น

Read More »